ผีกองกอย

ผีกองกอย

ในตำนานผีไทย มีประเภทหนึ่งเรียกกันว่า “กองกอย” กองกอยเป็นผีป่าที่ลักษณะรูปร่างไม่ปรากฏแน่ชัด ส่วนใหญ่มักอธิบายว่าเป็นผีมีขาข้างเดียวและไปไหนมาไหนโดยการกระโดดด้วยขาเดียวพร้อมกับส่งเสียงร้องว่า กองกอย กองกอย จึงเป็นที่มาของชื่อนี้ บางตำนานก็ว่าร้อง ก๋อย ก๋อย ก๋อย หรือ จุ๊ จุ๊ จุ๊ ทำให้มีข้อสันนิษฐานว่าแท้จริงแล้วเสียงประหลาดนี้ไม่ใช่เสียงร้อง แต่เป็นเสียงผีกองกอยในขณะที่เคลื่อนที่จากการที่ไม่มีสะบ้าหัวเข่า บ้างก็เรียก ผีโป่ง หรือ ผีโป่งค่าง ตามความเชื่อเรื่องผีโป่งที่ว่า เป็นค่างแก่หน้าตาน่าเกลียดไม่สามารถขึ้นต้นไม้ได้ อีกทั้งยังมีบางความเชื่อเล่าขานไว้ว่าถ้าได้ดื่มเลือดค่างจะทำให้ร่างกายคงกระพันเป็นอมตะ

และเพราะเป็นผีป่า จึงมีเรื่องเล่าตามความเชื่อโบราณอีกว่า ผีกองกอยจะย่องมาดูดเลือดหัวแม่เท้าของคนที่มานอนค้างแรมในป่าซึ่งสมัยก่อนก็คือพวกนายพราน คนหาของป่า พวกเขาก็จะมีวิธีการป้องกันคือ ให้นอนไขว้ขาหรือชิดเท้ากันทั้งสองข้างและอย่านอนเอาขาหรือเท้าออกนอกที่นอน 

ผีกองกอย

คนโบราณมักจะเล่าผีกองกอยชอบออกหากินในช่วง หมาหลับ ซึ่งหมายถึงช่วงดึกสงัดของคนสมัยก่อนเพราะทั้งสุนัขและคนต่างก็หลับสนิท เป็นช่วงที่ผีกองกอยชอบมากเพราะสามารถออกมาหาของสด ของคาว ของที่ชาวบ้านตากแห้งไว้เอาไปกิน หรือบางครั้งก็จะแอบมาขโมยของกินจากนายพราน คนหาของป่า นักเดินทางที่ต้องค้างแรมในป่า แล้วถ้าไม่มีอะไรให้กินเลยพวกมันก็จะแอบมาดูดเลือดจากหัวแม่เท้าของคนที่นอนพักแรม ซึ่งเรื่องนี้เคยถูกนำไปเขียนถึงในนิยายชื่อดังอย่าง “เพชรพระอุมา” และ “ล่องไพร” ของพนมเทียนด้วย ใครเคยอ่านก็น่าจะพอคุ้นเคยกับผีกองกอยเป็นอย่างดี

นอกจากนี้ ยังมีเรื่องเล่าการปรากฏตัวของผีกองกอยในแต่ละภูมิภาค เช่น ชาวภูไทในมุกดาหารเชื่อกันว่าผีกองกอยคือผู้หญิงผมยาวสีแดง หน้าแหลมดูคล้ายลิงแต่หน้าเล็กกว่า แถมชอบเดินถอยหลัง เป็นผีที่อาศัยอยู่กันเป็นครอบครัวตามถ้ำหรือโพรงไม้และถ้าเข้าไปค้นก็จะเจอสิ่งของมีค่าซ่อนอยู่จำนวนมาก คนโบราณในละแวกนั้นจึงเตือนลูกหลานว่าถ้าบังเอิญเจอสมบัติมีค่าอยู่กลางทางในป่า โดยไม่รู้ว่าใครเป็นเจ้าของห้ามเก็บมาอย่างเด็ดขาด เพราะผีกองกอยจะตามมาทวงคืน และผีกองกอยอาจทำร้ายด้วยการฆ่าล้วงควักตับไตไส้พุงของคนขี้ขโมยออกมากิน หรืออาจจะทำให้นอนตายไปเฉยๆ แบบที่เรียกกันว่า “ไหลตาย” นั่นเอง

ผีกองกอย

อีกหนึ่งเรื่องเล่าจากหลวงปู่แหวน สุจิณโณ อดีตเจ้าอาวาสวัดดอยแม่ปั๋งในเชียงใหม่ ท่านเล่าว่าในอดีตครั้งที่ออกธุดงค์กับพระอีกรูปหนึ่งในป่าที่ประเทศลาว กลางคืนได้พบกับ ผีกองกอยรูปร่างคล้ายกับเด็กอายุประมาณ 13-14 ปี รูปร่างผ่ายผอมถืออาวุธในมือคล้ายหน้าไม้และธนูอันเล็กๆ ที่นิยมใช้กันในป่า สะพายกระบอกไม้ไผ่ใส่ลูกดอกอาบยาพิษพากันเดินส่งเสียงร้อง ก๋อย ก๋อย ก๋อย แล้วก็พยายามเข้ามาทำร้ายหลวงพ่อด้วยการรุมล้อมยิงลูกธนูดอกอาบยาพิษเข้าใส่หลายครั้ง แต่หลวงปู่ทั้งสองรูปก็รับมือกับสิ่งที่เกิดขึ้นด้วยการนั่งสมาธิแผ่เมตตาจิต ทำให้ลูกดอกอาบยาพิษทั้งหมดร่วงหล่นลงพื้นก่อนถึงพวกท่านอย่างน่าพิศวง พวกผีกองกอยเลยแตกตื่นหนีกระเจิงกันไปคนละทางเพราะทำอะไรพวกท่านไม่ได้

ผีกองกอย

พอถึงรุ่งสาง ผีกองกอยเหล่านั้นก็พากันเข้ามาขอขมาและยังนิมนต์หลวงปู่ทั้งสองรูปไปยังที่พักของตนเอง หลวงปู่ทั้งสองรูปจึงเข้าใจอย่างแท้จริงว่าพวกผีกองกอยที่เห็นเมื่อคืน จริงๆ แล้วไม่ใช่ผีแต่เป็นชนป่าชื่อว่าเผ่าข่าระแด ที่มีพฤติกรรมชอบออกล่าและฆ่ากินเนื้อมนุษย์ที่เข้ามาในถิ่นของตนเอง หลวงปู่ทั้งสองรูปจึงช่วยเทศนาและสอนให้ชาวป่าเหล่านั้นเลิกคิดเข่นฆ่ามนุษย์ด้วยกันนานหลายวัน จนชาวป่าต่างก็เชื่อฟังอย่างจริงใจและให้ความนับถือศรัทธาหลวงปู่ทั้งสองเป็นอย่างยิ่ง 

สรุปแล้ว ผีกองกอยอาจจะเป็นผีหรือไม่ใช่ผีแต่แท้จริงเป็นแค่เพียงชาวป่าชาวเขาที่มีชีวิตอยู่อย่างอดอยากแร้นแค้น จนต้องออกมาลักขโมย สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ที่เข้าไปค้างแรมในป่า ซึ่งก็ต้องระมัดระวังตนเองเป็นอย่างดี